United States of America

 

สภาพทางภูมิศาสตร์

                ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีเนื้อที่กว้างใหญ่ไพศาล  โดยมีพื้นที่ถึง 9.9 ล้านตารางกิโลเมตร (เทียบเท่ากับ 18 เท่าของพื้นที่ประเทศไทย) ส่วนกว้างของประเทศ จากฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกทางด้านตะวันตก ไปจนจรดมหาสมุทรแอตแลนติกทางตะวันออก มีความกว้างถึง 4,500 กิโลเมตร  ซึ่งต้องใช้เวลาบินประมาณ 5 ชั่วโมง ทิศเหนือมี อาณาเขตติดกับประเทศแคนาดา ทิศใต้ติดกับประเทศเม็กซิโกและอ่าวเม็กซิโก

 

สภาพภูมิอากาศ

                ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีสภาพอากาศทุกรูปแบบ ลักษณะอากาศของแต่ละเขตจะแตกต่างกันไป เช่น ในฤดูร้อน อากาศด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ บริเวณทะเลทราย อุณหภูมิเกือบเท่าแถบเส้นศูนย์สูตร  ส่วนฤดูหนาวในเขตทางตอนเหนือก็จะหนาวจัดจนหิมะตกหลายเดือน  แถบที่อากาศอบอุ่นสบายไม่ค่อยมีหิมะคือที่ California Florida และ  Arizona  ส่วนในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ใบไม้จะเปลี่ยนสีสันสวยงามมาก               

ฤดูกาลมีทั้งหมด 4 ฤดูคือ

-          ฤดูร้อน (Summer): เดือนมิถุนายน - เดือนสิงหาคม

-          ฤดูใบไม้ร่วง (Autumn): เดือนกันยายน - เดือนพฤศจิกายน

-          ฤดูหนาว (Winter): เดือนธันวาคม  - เดือนกุมภาพันธ์

-          ฤดูใบไม้ผลิ (Spring): เดือนมีนาคม เดือนพฤษภาคม

-           

หมายเหตุ:  ในฤดูใบไม้ร่วงจะมีการหมุนเข็มนาฬิกาให้เวลาเดินหน้าเร็วขึ้น 1 ชั่วโมง โดยจะหมุนในวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนตุลาคม และฤดูใบไม้ผลิ จะหมุนเข็มนาฬิกาให้เวลาถอยหลัง 1 ชั่วโมง  โดยจะหมุนในวันอาทิตย์แรกของเดือนเมษายน

 

รัฐและเมืองสำคัญ

                สหรัฐอเมริกาประกอบด้วยรัฐต่างๆ 50 รัฐ กับ 1 เขตการปกครองคือ Washington DC รัฐเหล่านี้มีอาณาเขตติดต่อกันถึง 48 รัฐ มียกเว้น 2 รัฐคือ  Hawaii ซึ่งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกและ Alaska ซึ่งอยู่ตอนเหนือของประเทศแคนาดา  เนื่องจากลักษณะภูมิประทศที่กว้างขวางมากจึงทำให้ภูมิอากาศแตกต่างกันไปด้วย ดังนั้นรัฐต่างๆ เหล่านี้จึงถูกจัดแบ่งออกเป็นภูมิภาคต่างๆ ตามลักษณะภูมิประเทศ

 

ระบบการศึกษา

                การศึกษาในสหรัฐอเมริกา แต่ละรัฐจะควบคุม คุณภาพการเรียนสอน และวางแผนการศึกษาของตนเองโดยไม่ขึ้นกับรัฐบาลกลาง ทุกรัฐจะมีหน่วยงานการศึกษา คล้ายกระทรวงศึกษาธิการ คอยกำหนดมาตรฐานต่างๆ แนะนำเงินงบประมาณอุดหนุนให้โรงเรียน วิทยาลัย และมหาวิทยาลัยจากเงินภาษีที่เก็บได้จากประชาชนในแต่ละรัฐ สำหรับการศึกษาภาคบังคับ นักเรียนอเมริกาทุกคนจะเรียนฟรีไม่ว่าจะอยู่ที่รัฐใด จนจบชั้นมัธยมศึกษาหรือ Grade 12 สำหรับนักเรียนจากประเทศไทยที่ต้องการเรียนในระดับประถมและมัธยมศึกษาที่อเมริกา  ส่วนใหญ่จะสมัครเข้าเรียนได้ในโรงเรียนเอกชน การเรียนในระดับมหาวิทยาลัยจะมีข้อแตกต่างกล่าวคือ ถ้านักเรียนที่มีถิ่นฐานในรัฐหนึ่ง จะเข้ามาศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยอีกรัฐหนึ่ง จะต้องเสียค่าเล่าเรียน แพงขึ้นที่เรียกว่า Out of States Tuition และถ้านักศึกษามาจากประเทศอื่นจะต้องเสียค่าเล่าเรียนมากกว่าขึ้นไปอีก

 

ระดับอุดมศึกษา (Higher Education)

            สถาบันระดับศึกษาในสหรัฐอเมริกามีมากมายว่า 3,000 แห่ง ทั้งของรัฐและเอกชน โดยสถาบันในระดับอุดมศึกษา จะแยกออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้

1. วิทยาลัยแบบ 2 ปี หรือวิทยาลัยชุมชน (Junior Colleges และ Community Colleges): นักศึกษาที่เรียนในวิทยาลัย Junior และ Community Colleges สามารถเลือกเรียนได้ใน 2 หลักสูตรคือ

1.1 Transfer Track เป็นหลักสูตรที่เป็นวิชาพื้นฐาน 2 ปีแรกของการศึกษาระดับปริญญาตรี  โดยนักศึกษาจะลงเรียนวิชาบังคับ (General Education Requirements) เป็น เวลา 2 ปี  จากนั้นนักศึกษาสามารถโอนหน่วยกิต (Transfer)  ไปมหาวิทยาลัยทั้งของรัฐทำได้ในระหว่าง 2 ปีนี้  จะเป็นตัวกำหนดว่านักศึกษาจะได้รับการตอบรับเข้ามหาวิทยาลัยที่อยู่ในอันดับยากง่ายเพียงใด

1.2 Vocational Track เป็นหลักสูตรอนุปริญญาสายวิชาชีพหลังจาก  2 ปีแล้วนักศึกษาจะได้รับวุฒิอนุปริญญา (Associate Degree) ทางสาขาวิชาที่เลือก อาทิเช่น คอมพิวเตอร์ เลขานุการ เขียนแบบ เป็นต้น

2. วิทยาลัย (Colleges):  เป็นสถาบันระดับอุดมศึกษาหลักสูตร 4 ปี เปิดสอนในสาขาวิชาต่างๆ วิทยาลัยหลายแห่งเปิดสอนถึงระดับปริญญาโท

3. มหาวิทยาลัย (University): เป็นสถาบันระดับอุดมศึกษาที่เปิดสอนระดับปริญญาตรีขึ้นไป มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ จะเปิดสอนจนถึงระดับปริญญาโทและเอกในสาขาต่างๆ

4. สถาบันเทคโนโลยี (Institute of Technology): เป็นสถาบันที่เปิดสอนตั้งแต่ระดับปริญญาตรี และอาจเปิดสอนจนถึงระดับปริญญาโทและเอก สถาบันเทคโนโลยีส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นที่การสอนในสาขาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี

 

 

สอบถามรายละเอียดโครงการต่างๆของ YESC